บทที่ 6 เลขา สาวใช้ และเมียเถื่อน (02)
จากนั้นพยัคฆ์ที่อยู่ในชุดสูทสีกรมท่า เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนพร้อมย่างก้าวมารอเพียงรัมภาในรถหรูอีกครั้ง โดยมีนาคิน ลูกน้องคนสนิทเป็นผู้ขับรถให้ ก่อนที่จะใช้สายตามองไปยังกระจกหน้ารถและเห็นว่าเพียงรัมภากำลังวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา วันนี้เจ้าหล่อนสวมใส่ชุดเดรสทรงสูงสีฟ้า ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง
“ออกรถนาคิน” น้ำเสียงที่สั่งเรียบเฉย ฟังดูช่างน่ากลัว
“แต่ว่าคุณรัมภาเธอ..” ยังไม่ทันที่นาคิน ซึ่งมีหน้าตาหล่อเหลาไม่ต่างไปจากเจ้านายจะได้เอ่ยจบ น้ำเสียงของพยัคฆ์ก็เอ่ยขึ้นอีกหนด้วยความไม่ชอบใจ ซึ่งแสดงให้นาคิมรับรู้ว่า เขาไม่ควรขัดคำสั่ง
“ออกรถ” สิ้นเสียงรถก็เคลื่อนตัวออก ทำให้เพียงรัมภาต้องรีบซอยเท้าวิ่งหน้าตื่นตามไป สองมือและน้ำเสียงพยายามทำให้เจ้ารถคันหรูหยุดลง สองเท้าก็ยังซอยไวๆ เข้าไป แต่เนื่องจากพิษไข้เล่นงานทำให้เพียงรัมภาต้องหยุดวิ่งและเหนื่อยหอบ
“คนใจดำ ไอ้คนใจมาร” ทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น ก่อนที่เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าจะแผดเสียงดังพร้อมกับมือนุ่มรีบลนลานรับหน้าตื่น
“ยี่สิบนาที ฉันต้องเห็นเธอที่บริษัทรัมภา” เสียงของชายหนุ่มแว่วผ่านสายโทรศัพท์ และยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้เอื้อนเอ่ย เขาก็ตัดสายไป
สองเท้าเล็กต้องค่อยๆ ลุกขึ้นแม้ร่างกายจะร้อนผ่าวแต่ก็ต้องกัดฟันและท่องคำว่า อดทน ให้ขึ้นใจ ท่องไว้ว่า ทำทุกอย่างเพื่อบิดา ยอมเจ็บทุกอย่างเพื่อบิดา เพื่อสิ่งที่หล่อนก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร ระหว่างพยัคฆ์และเมฆา บิดาของตนเองมีเงื่อนงำอะไรปิดซ่อนไว้กันแน่
และสวรรค์ก็ยังเข้าข้างผู้หญิงตัวเล็กๆ เช่นหล่อน เมื่อรถซึ่งคุ้นตาแล่นผ่านมาและรับหล่อนขึ้นไปบนรถ ก่อนที่เพียงรัมภาจะฉีกยิ้มให้อย่างคิดถึงและสวมกอดเอาไว้แน่นจนเผลอร้องไห้เสียน้ำตา แล้วค่อยๆ ถอยห่างเมื่อได้ยินคำสั่งสอนซึ่งหล่อนได้ยินเรื่อยมา
“หนูต้องอดทนสิรัมภา อย่าร้องไห้ พ่อไม่อยากจะให้ลูกสาวของพ่ออ่อนแอ” เมฆายื่นมือมาเช็ดน้ำตาอย่างอ่อนโยนให้กับลูกสาว แต่หาได้แสดงความรักใคร่ น้อยครั้งที่เขาจะสวมกอด มีเพียงคำสั่งสอนเท่านั้นที่พร่ำบอกกับลูกสาวคนเดียวเรื่อยมา
น้อยครั้งที่เมฆาจะฉีกยิ้มให้ทุกคน แต่ก็มีเพียงคนหนึ่งเท่านั้นซึ่งเขามีรอยยิ้มพิมพ์ละไมให้ตลอดเวลา นั่นคือคุณหญิงชินารมย์ ภรรยาสุดที่รัก แต่ใช่ว่าคนมาดนิ่งน่าเกรงขามอย่างเมฆาจะไม่สนใจไยดีลูกสาว เพราะทุกครั้งที่เพียงรัมภามีปัญหา เขาจะยื่นมือเข้าไปช่วยอย่างเต็มที่
“ค่ะคุณพ่อ” ลูกสาวที่น่ารักมักเชื่อคำสั่งสอนของบิดาเสมอ
“ไม่สบายก็ไปซื้อยามากินซะ อย่าปล่อยให้ตนเองต้องป่วย”
“ค่ะคุณพ่อ” แม้จะห้วน ฟังดูเหมือนมะนาวไม่มีน้ำ แต่ก็ทำให้เพียงรัมภาดีใจและฮึดสู้เพื่อบิดา แม้จะไม่รู้ว่าจุดประสงค์คืออะไรก็ตามที จากนั้นรถก็นำพาเพียงรัมภามาส่งยังจุดหมายปลายทาง ก่อนที่บิดาของหล่อนจะสั่งให้รถเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
เบื้องหน้าของคนตัวเล็กคือตึกสูงราวสิบชั้นซึ่งเป็นบริษัทของพยัคฆ์ทั้งสิ้น ชายหนุ่มมีลูกน้องหลายสิบชีวิตที่ต้องดูแล และทุกคนล้วนรักและเกรงกลัวต่อเจ้านายผู้ทรงอำนาจ แล้วเท้าคู่สวยก็รีบก้าวเข้าไปในบริษัท ก่อนที่เวลาซึ่งมารร้ายกำหนดให้จะหมดลง
และเมื่อมาถึงโต๊ะทำงานหน้าห้องของเจ้านาย เพียงรัมภาก็ต้องทำงานกองโต ตอนนี้สถานะของเจ้าหล่อนไม่ใช่ภรรยาเถื่อน หรือคนรับใช้ แต่เป็นเลขาหน้าห้องที่ต้องคอยทำทุกอย่างตามคำสั่งของเจ้านายอย่างพยัคฆ์ และชายหนุ่มก็บอกเตือนย้ำเสมอว่า หล่อนไม่มีสิทธิ์ใช้คำว่าภรรยาของเจ้าของบริษัท ซึ่งทำให้คนตัวเล็กอยากจะหัวเราะใส่หน้า และอยากจะตะโกนร้องถามว่า หล่อนเคยได้สิทธิ์นั้นด้วยหรือ
“ไม่เสร็จห้ามกินข้าว” โยนเอกสารใส่หน้าภรรยา
ฝ่ายรัมภาก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานตามบัญชามาร หญิงสาวต้องทนความไร้น้ำใจของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี และหล่อนยังต้องทนฟังเสียงกระแนะกระแหนของเหล่าผู้หญิงในสต๊อกของพยัคฆ์ และก็อยากจะหัวเราะทั้งน้ำตา เพราะมารร้ายโยนหน้าที่ใส่จัดสรรปันแบ่งเวลาให้กับบรรดาสาวๆ ของเขามาให้หล่อน และสั่งห้ามให้รถไฟทุกขบวนมาชนกันโดยเด็ดขาด
“เลว คนเลว” แม้คำที่เรียวปากเอ่ยออกมาจะแผ่วเบา แต่ทว่าในจิตใจมันดังก้อง เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในห้องทำงานของพยัคฆ์ก็พบว่า ชายหนุ่มกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงสาวสวยอกโตอยู่บนโต๊ะทำงาน สภาพเสื้อผ้าของทั้งคู่หลุดลุ่ยและไม่ได้เอียงอายต่อแววตาคู่ใสเลยสักนิด
“วางไว้ที่โซฟาและรีบออกไป อย่ามาขัดเวลาความสุข” เขากล่าวโดยใบหน้ายังซุกไซ้อยู่ที่ทรวงละมุน
“ค่ะ” ต้องเบือนหน้าหนีภาพอุจาดตา และก้าวไวๆ เอาเอกสารไปวางไว้บนโซฟาพร้อมรีบหันหลังกลับเพื่อจะออกจากห้อง แต่ทว่าเสียงของพยัคฆ์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“มาหยิบเอกสารบนโต๊ะไปแก้งานให้ฉันด้วยรัมภา อีกหนึ่งชั่วโมงฉันต้องใช้เข้าประชุม” ความสะใจทำให้เขากระตุกยิ้มที่มุมปากและชอบใจไม่น้อยที่ทำให้เพียงรัมภาไม่ได้ทานข้าวเที่ยง “ถ้าฉันกลับมาจากทานข้าว ทุกอย่างต้องวางไว้บนโต๊ะดังเดิม” จากนั้นชายหนุ่มก็คว้าเอวคอดของแม่สาวร้อนแรงขึ้น จับจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ ก่อนที่จะเดินยิ้มร่าออกไปพร้อมคู่นอน
“คนชั่ว ไอ้คนสารเลว ไอ้มารร้าย” น้ำตาเอ่อล้นที่ขอบตา แต่หาใช่น้ำตาของความเสียใจ มันเป็นน้ำตาของความเกลียดชัง คับแค้นใจเสียมากกว่า และหญิงสาวก็จะใช้ความเกลียดให้เป็นพลัง ขับเคลื่อนตัวเองไปให้ถึงจนวินาทีสุดท้าย ก่อนที่จะเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้า สาวเท้ากลับไปทำงาน
